NOSTRA LOGISTICS ชี้สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไทยรั้งอันดับ 9 ของโลก แนะผู้ใช้ถนนปรับพฤติกรรมขับขี่ ดูแลเครื่องยนต์ ลดอุบัติเหตุทันท่วงที

นอสตร้า โลจิสติกส์ ชี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก และสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในเอเชียและอาเซียน ปีละกว่า 22,491 ราย คิดเป็น 32.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม พบ 3 สาเหตุหลัก คือ 1) การชนทั่วไป 2) จากบุคคล เช่น การขับรถเร็ว ขับตัดหน้า 3) จากอุปกรณ์ เช่น ห้ามล้อขัดข้อง ย้ำผู้ใช้ถนนไม่ควรเพิกเฉย แนะใช้เทคโนโลยีเพิ่มความปลอดภัยการขับขี่ ด้วยระบบเทเลเมติกส์ ติดตามตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถ แจ้งเตือนความเสี่ยงขณะขับรถ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ได้ทันเวลา รวมทั้งตรวจเช็คสภาพรถก่อนใช้งาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ป้องกันและลดการสูญเสียทั้งต่อชีวิตรวมทั้งทรัพย์สิน

นางวรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2561 พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ปีละประมาณ 22,491 ราย คิดเป็น 32.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างเช่น ปีใหม่ หรือสงกรานต์ และแม้ว่าในปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยในภาพรวม จากอุบัติการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนลดลง แต่พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดอันดับ 1 ในเอเชียและในภูมิภาคอาเซียน แนะผู้ขับขี่ไม่เพิกเฉย เร่งปรับพฤติกรรมการขับขี่ นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มความปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุได้ทันท่วงที


“แม้ว่าตัวเลขอุบัติเหตุมีแนวโน้มลดลงจากการใช้รถใช้ถนนที่ลดลง ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่ประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วงเนื่องจากสถิติอุบัติเหตุยังคงเกินค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคมพบ 3 สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ คือ 1) การชนทั่วไป 2) เกิดจากบุคคล เช่น การขับรถเร็ว ขับรถตัดหน้า และ 3) เกิดจากอุปกรณ์ เช่น ห้ามล้อขัดข้อง ซึ่งจากสาเหตุดังกล่าว การนำเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น เช่น ระบบการป้องกันและแจ้งเตือนการขับขี่ที่เรียกว่า ระบบเทเลเมติกส์ (Telematics) ติดตามตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถ และแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ได้ทราบถึงความเสี่ยงในขณะขับรถ ทำให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนพฤติกรรมหรือเพิ่มความระมัดระวังในการขับได้ทันเวลา เช่น ขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด ขับออกนอกเลน ขับรถจี้คันหน้ามากเกินไป การใช้กล้องตรวจจับการละสายตาจากการขับรถ อาการง่วง หลับใน หรือ การใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ เป็นต้น” นางวรินทร กล่าว

นางวรินทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการบำรุงรักษา การตรวจเช็คสภาพก่อนใช้งานพาหนะ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ ควรมีการตรวจเช็คสภาพก่อนใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีขององค์กรที่มีรถจำนวนมาก การดูแลรักษา หรือซ่อมบำรุงถือได้ว่าเป็นการจัดการที่ซับซ้อนและควบคุมงบประมาณได้ลำบาก Maintenance Management System จึงเป็นเทคโนโลยีที่มาเป็นผู้ช่วยจัดการ ตั้งแต่การใช้ระบบ Digital Checklist การนัดหมายการเข้าซ่อม รวมถึงสรุปผลการซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายของกลุ่มรถเพื่อพิจารณาลดค่าใช้จ่าย หรือขายรถที่มีค่าซ่อมบำรุงไม่คุ้มค่าต่อการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม นอสตร้า โลจิสติกส์ ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันด้านการบริหารจัดการงานขนส่งแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมถึงการเพิ่มความปลอดภัยในการขับรถด้วยเทคโนโลยีเทเลเมติกส์ (Telematics) Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics เป็นโซลูชันการบริหารจัดการและติดตามงานขนส่งที่เกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างอุปกรณ์เทเลเมติกส์ที่ติดตั้งในรถและสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ พร้อมการแจ้งเตือน เก็บข้อมูลและตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถ พร้อมรายงานประมวลผลและนำเสนอรายงาน Dashboard และ Score ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทราบและเข้าใจปัญหางานขนส่งของบริษัทได้ง่ายและเร็วขึ้น เสริมความปลอดภัยในการขับรถและทรัพย์สิน ลดต้นทุนการขนส่งจากค่าใช้จ่ายพลังงานเชื้อเพลิงสิ้นเปลืองจากพฤติกรรมการขับรถไม่ถูกต้อง และสามารถนำข้อมูลนี้มาปรับปรุงการขับรถเพื่อรักษาเครื่องยนต์ให้ใช้งานได้ยาวนาน ตลอดจนการเก็บข้อมูลการใช้รถเพื่อวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังมีระบบบริหารจัดการงานซ่อมบำรุง (Maintenance Management System) เช็คสภาพยานพาหนะก่อนและหลังการขับขี และสรุปผลการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายผ่าน Maintenance Dashboard นางวรินทรกล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติมที่  www.nostralogistics.com หรือ โทร. 02-116-4478

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on print
Print
Share on email
Email

NOSTRA LOGISTICS จับมือ PINPOINT ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ขอร่วมภารกิจจิตอาสา ‘เป็ดไทยส่งยา’ ช่วยเหลือผู้ป่วย Home Isolation

นางวรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ ‘เป็ดไทยส่งยา’ เป็นความร่วมมือของกลุ่มบริษัทสตาร์อัพที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา รวมทั้งทางด้านขนส่งและพิกัดข้อมูลที่อยู่ในประเทศไทย ประสานศักยภาพร่วมกันระหว่างทีมจิตอาสา และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อภารกิจช่วยเหลือในการส่งยาและเวชภัณฑ์ให้ผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มอาการสีเหลือง และกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาตัวที่บ้านในรูปแบบ Home Isolation หรือกลุ่มผู้ป่วยที่รอเตียงรักษา ในส่วนของ NOSTRA LOGISTICS ได้เข้าร่วมวางแผน จัดเส้นทางการส่งยา กระจายงานให้ทีมผู้ทำหน้าที่จัดส่งยาให้ไรเดอร์

Read More »

NOSTRA LOGISTICS แนะกลุ่มค้าปลีกและโลจิสติกส์ ใช้ VRP บริหารจัดการทรัพยากรการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพงานโลจิสติกส์สูงสุด

นอสตร้า โลจิสติกส์ ผู้พัฒนาโซลูชันและแพลทฟอร์มด้านการบริหารจัดการงานขนส่งและโลจิสติกส์ และระบบบริหารจัดการขนส่งอัตโนมัติ หรือ NOSTRA LOGISTICS TMS แนะธุรกิจกลุ่มค้าปลีกและโลจิสติกส์ต่อยอดเสริมกำลัง TMS ด้วย VRP หรือ Vehicle Routing Problem เครื่องมือวางแผนการใช้ทรัพยากรการขนส่งอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลกำไรด้วยการลดต้นทุนขนส่งกว่า 15% โดย NOSTRA LOGISTICS VRP มีจุดเด่นที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี GIS

Read More »

NOSTRA LOGISTICS ยกระดับภาคการขนส่งด้วยเทคโนโลยี Cold Chain Logistics เทคโนโลยีติดตามขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ช่วยปั้นธุรกิจดาวรุ่งแห่งปี เติบโตฝ่าโควิด-19

นอสตร้า โลจิสติกส์ ผู้พัฒนาโซลูชันและแพลทฟอร์มด้านการบริหารจัดการงานขนส่งสำหรับรถบรรทุก และงานขนส่งแบบเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชัน NOSTRA LOGISTICS ePOD ระบบติดตามการขนส่งและโลจิสติกส์อัจฉริยะบนมือถือ เผยการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ หรือ Cold Chain Logistics ในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง คาดมีมูลค่าตลาดโตสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาทหรือขยายตัวราว 8% ภายในปี 2565 ด้วยอานิสงส์จากยอดส่งออกสินค้าเกษตร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีความต้องการสูง บวกกับผู้บริโภคอยู่บ้านลดความเสี่ยงสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 ส่งผลธุรกิจบริการขนส่งต้องเร่งปรับตัว เพิ่มการให้บริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ

Read More »

หนังสือให้ความยินยอมสำหรับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท จีไอเอส จำกัด

การเคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัวของท่าน

บริษัท จีไอเอส จำกัด ตระหนักดีว่าท่านมีความประสงค์ที่จะได้รับความปลอดภัยสูงสุดในสิทธิความเป็นส่วนตัวของท่าน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญ และ เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัวของท่าน ในการดำเนินการเก็บรวมรวม ใช้ ประมวลผลและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ที่สามารถระบุตัวตนของท่านได้ อาจรวมถึง ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด สถานภาพสมรส เลขประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ไอดีไลน์ รูปถ่าย ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หมายเลขไอพีแอดเดรส แม็กแอดเดรส หรือไอดีคุ๊กกี้ หรือข้อมูลอื่นใดที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทฯ จะดำเนินการโดยใช้มาตรการที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยตามวัตถุประสงค์ที่ท่านได้ให้ความยินยอมไว้เท่านั้น ตลอดจนป้องกันมิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปใช้โดยมิได้รับการอนุญาตจากท่านก่อน

 

การเก็บรวบรวม ใช้ และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

          บริษัทฯ จะใช้ข้อมูลของท่านเพื่อประกอบการดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับท่านในฐานะ ผู้ติดต่อและ/หรือลูกค้า ตามวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องดังที่ปรากฎในตาราง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นการปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย

วัตถุประสงค์ในการใช้

ระบุประเภทข้อมูลส่วนบุคคล

 

ระยะเวลา

เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลสินค้าและบริการ ของบริษัทฯ

– ชื่อ สกุล

– เบอร์ติดต่อ

– email

– หน่วยงาน

– ที่อยู่ที่ทำงาน

5 ปี

 

 

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนจะป้องกันมิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปใช้โดยพลการ ซึ่งอาจจะมีการเปิดเผยข้อมูลนั้น ๆ เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ จะเคร่งครัดไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนอกเหนือจากที่ระบุไว้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากท่าน

 

สิทธิที่เกี่ยวกับข้อมูลของท่าน

ท่านสามารถใช้สิทธิที่เกี่ยวกับข้อมูลของท่านโดยใช้ความเป็นของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามที่บริษัทฯ แจ้งท่านไว้ในหนังสือฉบับนี้

  1. สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม
  2. สิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตนจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติและสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้งมีสิทธิ ขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ หรือ ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่โดยสภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้
  3. สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้  หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน
  4. สิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการลบ หรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้
  5. สิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
  6. สิทธิขอให้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ และทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
  7. สิทธิในการขอถอนความยินยอม ซึ่งท่านสามารถใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ โดยท่านสามารถแจ้งมายังสถานที่ติดต่อ หรือวิธีการติดต่อที่บริษัทฯ แจ้งท่านไว้ในหนังสือฉบับนี้

 

สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อ

ในกรณีที่ท่านต้องการความช่วยเหลือจากบริษัทฯ หรือ หากมีข้อสงสัยใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของท่าน สามารถติดต่อสอบถามผ่านทางช่องทางที่กำหนดไว้ ดังนี้

บริษัท จีไอเอส จำกัด

ที่อยู่ 202 ถนนนางลิ้นจี่ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120

โทรศัพท์:   02-678-0200

อีเมล์:   dpo@cdg.co.th